
คู่มือการใช้เป้สะพายหลัง (Used to Backpack)
สมัยยุคเริ่มแรกของการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเป้ฯของทหาร ซึ่งเป็นเป้ฯที่ผลิตผ้าใบที่มีกระเป๋าช่องเล็กๆเพื่อใส่ของกระจุกกระจิกหลายช่อง และสามารถกันน้ำได้ดี แต่ข้อเสียก็คือมีน้ำหนักมาก และเมื่อบรรจุสัมภาระลงในเป้ฯ น้ำหนักจะตกไปอยู่ที่สะโพกและมีแรงกด ทำให้ผู้ใช้เป้ฯดังกล่าวรู้สึกหนักและปวดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ แผ่นหลัง และสะโพก ต่อมามีการพัฒนารูปแบบโดยเสริมโครงนอกเพื่อช่วงรองรับน้ำหนัก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถช่วยกระจายการแบกรับน้ำหนักได้ดีพอ
เมื่อการท่องเที่ยวแนวแค้มปิ้งเริ่มแพร่หลายก็ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงเป้ฯอย่างไม่หยุดยั้ง ส่วนใหญ่เป้ฯในปัจจุบันจะถูกผลิตมาจากผ้าทอโพลีเอสเตอร์ที่มีขนาดเส้นด้ายแตกต่างกันไป ยิ่งมีขนาดเส้นด้ายโตมากเท่าไรก็ยิ่งมีความเหนียวและแข็งแรงทนทานมากขึ้น ผ้าชนิดนี้มีลักษณะเป็นผ้าเนื้อเรียบ ไม่ก่อเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง มีน้ำหนักเบา แข็งแรงและทนทานต่อการขูดขีด และสามารถรับน้ำหนักสัมภาระได้มาก ส่วนรูปแบบเป้ฯจะแตกต่างกันไปก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่ สรีระร่างกายผู้ใช้ สภาพภูมิประเทศที่จะไปเดิน และความต้องการปริมาตร(หรือการบรรจุสัมภาระ)ภายในเป้
เราสามารถแบ่งประเภทของเป้ฯออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 3 ประเภท คือ เป้ฯไม่มีโครง เป้ฯโครงใน และเป้ฯ โครงนอก

1. เป้ฯไม่มีโครง
เป็นเป้ฯขนาดเล็กและขนาดกลางที่ไม่มีโครง เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวระยะสั้นๆประมาณ 1 – 3 วัน

2. เป้ฯโครงใน
เป็นเป้ฯขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีโครงบรรจุอยู่ภายในตัวเป้ฯบริเวณแผ่นหลัง ลักษณะโครงคล้ายแหนบมีจำนวน 2 อัน เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวระยะยาวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ที่ต้องการความคล่องตัวสูงในสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่ารกทึบ และเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันหรือขรุขระสูง

3. เป้ฯโครงนอก
เป็นเป้ฯขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีโครงติดกับตัวเป้ฯ บริเวณแผ่นหลังอยู่ภายนอก เหมาะสำหรับการเดินทางระยะยาวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ในสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าโปร่ง ไม่รก และเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันหรือขรุขระน้อย
ข้อแตกต่างระหว่างการใช้ซิป หรือเชือกรูดเป็นตัวปิดเปิดเป้ฯ
การใช้ซิปเป็นตัวปิดเปิดเป้ฯ ทำให้เราสามารถบรรจุสัมภาระและปิดเปิดเป้ได้สะดวก แต่ไม่สามารถรับแรงอัดหรือบรรจุสัมภาระได้มาก ส่วนการใช้เชือกรูดเป็นตัวปิดเปิดเป้ฯ สามารถบรรจุสัมภาระได้มาก แต่เวลาบรรจุหรือต้องการหยิบฉวยสัมภาระกระทำได้ยากและวุ่นวายไม่น้อย โดยปกติมักจะใช้ซิปกับเป้ฯที่ไม่มีโครง ส่วนเชือกรูดจะใช้กับเป้ฯที่มีโครง(ทั้งโครงในและโครงนอก)

ลักษณะของเป้ฯที่ดี
ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะเป้ฯโครงใน ซึ่งเป็นเป้ฯที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมใช้มากที่สุด เพราะมีความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศในเมืองไทย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. ตัวเป้ฯควรมีลักษณะแคบและยาวตามรูปร่างแผ่นหลังของผู้ใช้ ทำให้น้ำหนักสัมภาระกระจายไปทั่วแผ่นหลัง
2. โครงอลูมิเนียมคล้ายแหนบจำนวน 2 อัน ที่บรรจุอยู่ภายในเป้ฯบริเวณที่ติดกับแผ่นหลังของผู้สวมสะพาย ซึ่งโครงทั้ง 2 อันควรวางตัวอยู่แต่ละข้างของกระดูกสันหลัง ตัวโครงจะต้อง สามารถดัดเว้าเข้ากับแผ่นหลังตั้งแต่ไหล่ลงมาถึงกระดูกสะโพกของผู้ใช้ได้อย่างแนบเนียน ทำให้สะดวกในการเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว มีความสมดุลย์ในการทรงตัวได้ดี และช่วยกระจายการแบกรับน้ำหนักไปทั่วแผ่นหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ตัวโครงควรสามารถถอดออกได้เพื่อสะดวกแก่การทำความสะอาด
3. ควรมีสายปรับความยาวของแผ่นหลังจำนวน 3 สาย เพื่อให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถปรับให้เข้ากับสรีระร่างกายของตนเองได้อย่างเหมาะสม
4. ควรมีแผ่นรองหลังช่วงบนและช่วงล่าง ซึ่งภายในบรรจุด้วยโฟมสังเคราะห์พิเศษที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อป้องกันสัมภาระและโครงอลูมิเนียมกระแทกหรือเสียดสีกับแผ่นหลัง โดยเฉพาะช่วยป้องกันน้ำหนักสัมภาระกดทับกระดูกสันหลัง และช่วยกระจายน้ำหนักไปทั่วแผ่นหลัง
5. ควรมีสายสะพายไหล่ขนาดใหญ่และหนา ซึ่งภายในบรรจุด้วยโฟมสังเคราะห์พิเศษที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักจากไหล่ลงสู่เอว และสามารถปรับสายสะพายไหล่เลื่อนเข้าออกให้กระชับแก่ร่างกายได้อย่างแนบเนียน
6. ควรมีสายรั้งเป้ฯ เพื่อใช้ปรับเปลี่ยนให้เกิดความสมดุลย์ขณะเดินขึ้นเขาหรือลงเขา โดยดึงสายรั้งเป้ฯให้ตึงขณะเดินขึ้นเขา เพื่อให้ตัวเป้ฯแนบชิดกับแผ่นหลังและป้องกันไม่ให้ตัวเป้ฯแกว่งไปมาจนเสียศูนย์หรือขาดความสมดุลย์ขณะเคลื่อนไหว และใช้วิธีการคลายสายรั้งเป้ฯให้หย่อนขณะเดินลงเขา เพื่อให้สัมภาระภายในเป้ฯเป็นตัวถ่วงน้ำหนัก นอกจากนี้ยังช่วยให้มีอากาศถ่ายเทผ่านระหว่างแผ่นหลังกับตัวเป้ฯ เพื่อขจัดเหงื่อได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย
วิธีการบรรจุสัมภาระลงในเป้ฯ (โครงใน)
ควรเริ่มจากบรรจุถุงนอนไว้ในก้นเป้ฯ แล้วนำเสื้อผ้าและสัมภาระใส่ลงในเป้ฯ โดยให้เสื้อผ้าอยู่รอบๆ สัมภาระที่หนักและแข็ง โดยเฉพาะบริเวณแผ่นหลัง เพื่อป้องกันการเสียดสีหรือการกระแทกกับแผ่นหลัง อีกทั้งยังช่วยไม่ให้สัมภาระเคลื่อนไหวไปมาจนเสียศูนย์ ส่วนเต็นท์หรือแผ่นรองนอนก็ให้ผูกไว้กับสายรัดเป้ฯด้านนอกหรือด้านข้าง สำหรับอุปกรณ์จำเป็นที่จะต้องหยิบฉวยอยู่เสมอหรือทันท่วงทีควรบรรจุไว้บริเวณหัวเป้ฯ หรือช่องกระเป๋าเล็กๆทางด้านหน้าหรือด้านข้างของเป้ฯ
หลักการเลือกซื้อเป้ฯ
1. นำเป้ฯสวมสะพายหลัง แล้วลองปรับสายรัดอก สายรัดเอว และสายสะพายไหล่ดูว่ากระชับกับร่างกายเราหรือไม่ รวมทั้งลองก้ม หน้าเงยหน้า หันซ้ายหันขวา และลองแบกเป้ฯเดินดูภายในร้านจำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง หากเป้ฯนั้นพอเหมาะกับตัวเราก็จะต้องสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวและกระชับ ที่สำคัญจะต้องไม่รู้สึกเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง
2. ขนาดความยาวของเป้ฯควรพอดีกับผู้ใช้ เพราะหากมีขนาดยาวเกินไป..สายคาดเอวจะไปคาดที่สะโพกทำให้เดินได้ไม่สะดวก และเวลานั่งยองๆ ตัวเป้ฯก็จะค้ำดันสะโพกจนนั่งไม่ได้หรือไม่สะดวกเท่าที่ควร แต่ถ้าขนาดเป้ฯสั้นเกินไป สายคาดเอวก็จะลอยขึ้นมาอยู่ระหว่างเอวและกระดูกซี่โครง ทำให้เดินได้ไม่สะดวกเช่นกัน
3. ขนาดความกว้างของเป้ฯ ควรพอดีกับผู้ใช้ เพราะหากมีขนาดกว้างเกินไป เวลาเดินผ่านไปตามป่ารก ตัวเป้ฯจะระกิ่งไม้ต้นไม้หรืออาจติดขัดจนทำให้เราเสียศูนย์และหกล้มจนได้รับอันตรายได้
4. สายสะพายไหล่ควรอ่อนนุ่มและอยู่ห่างจากต้นคอพอสมควร เพื่อจะได้ไม่ไปกดชีพจรบริเวณต้นคอเมื่อแบกสัมภาระ ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
5. เป้ฯจ ะมีโครงหรือไม่มีโครงก็ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศที่เราจะเดินทางไปท่องเที่ยว ส่วนรูปแบบและสีสันขึ้นอยู่กับจิตใจที่ชื่นชอบของแต่ละคน
การดูแลรักษาและทำความสะอาด
1. สัมภาระที่ใส่ลงในเป้ฯควรมีลักษณะเล็ก เบา และบรรจุได้มาก ไม่ควรที่จะแบกของหนักหรือใหญ่ เกินกว่าเป้ฯใบนั้นจะรับน้ำหนักได้
2. หากเป้ฯเปื้อนฝุ่นก็ให้ใช้แปรงขนอ่อนปัด
3. ถ้าเป้ฯสกปรกไม่มากก็ให้ใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดๆแล้วเช็ดถู แต่ถ้าสกปรกมากก็ให้ใช้น้ำเปล่าล้าง หากคราบสกปรกไม่ออก ก็ให้ใช้ยาสระผมหรือสบู่อ่อนๆถูเบาๆ อย่าใช้ผงซักฟอกหรือสบู่ที่มีกรดมากๆอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สารเคมีที่เคลือบเนื้อผ้าเพื่อป้องกันน้ำเสื่อมสภาพได้ จากนั้นนำไปผึ่งลมในที่ร่มหรือกึ่งร่มกึ่งแดดให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันกลิ่นอับและเชื้อรา อย่าตากแดดจัดๆ และควรใช้แป้งทาตัว (อย่างอ่อน)โรยบริเวณซอกมุมของเป้เพื่อช่วยขจัดความชื้นให้หมดไป
4. ควรระมัดระวังอย่าให้น้ำมันเชื้อเพลิงหกรดใส่เป้ฯ เพราะจะทำให้เนื้อผ้าเป้เสียหายได้
5. ถ้านำเป้ฯไปท่องเที่ยวตามชายทะเล นอกจากทำความสะอาดดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังต้องทำความสะอาดบริเวณซิปเป็นพิเศษด้วยการใช้น้ำฉีดพ่นบริเวณซิป เพื่อขจัดกรวดทรายและคราบไอทะเลที่เกาะอยู่ให้หลุดไป รวมทั้งเป็นการป้องกันฟันของซิปสึกหรอหรือฝืดจนใช้การไม่ได้ นอกจากนี้ควรนำเศษผ้าจุ่มขึ้ผึ้งหรือใช้เทียนไขก็ได้มาขัดถูบริเวณซิปเพื่อยืดอายุการใช้งานของซิป
6. ควรเก็บเป้ฯไว้ในสถานที่ๆมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อบอ้าวจนเกินไป และไม่ควรวางไว้กับพื้น โดยเฉพาะพื้นปูน เพราะบริเวณนั้นจะมีความชื้นสูง และทำให้เป้ฯเกิดเชื้อราได้ง่าย
7. นานๆครั้งควรนำเป้ฯออกมาตากแดดอ่อนๆ เพื่อขจัดกลิ่นอับ